Showing posts with label ข่าวเด็ด. Show all posts
Showing posts with label ข่าวเด็ด. Show all posts

ในหลวงพระราชทานพรและส.ค.ส.ปีใหม่ 2559

01 ม.ค. 2559 เวลา 08:08 น.



ในหลวงพระราชทานพรให้ประชาชนชาวไทยในโอกาสขึ้นปีใหม่ พร้อมพระราชทานส.ค.ส.ปี59เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ฉลองพระองค์มีรูปคุณทองแดง



พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพรให้ประชาชนชาวไทยในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2559 ความว่า 


"ประชาชนชาวไทยทั้งหลาย บัดนี้ถึงวาระจะขึ้นปีใหม่ ข้าพเจ้าขอส่งความปรารถนาดีมาอวยพรแก่ท่านทุกๆคน ให้มีความสุข ความเจริญ และความสำเร็จสมประสงค์ในสิ่งที่ปรารถนาความสุขความเจริญนี้แม้เป็นสิ่งที่พึงปรารถนาอย่างยิ่ง แต่ในวิถีชีวิตของคนเรานั้น ย่อมต้องมีทั้งสุขและทุกข์ ทั้งความสมหวังและผิดหวังเป็นปรกติธรรมดา ทุกคนจึงต้องเตรียมตัว เตรียมใจ และเตรียมกายให้พร้อม อย่าประมาท ในปีใหม่นี้จึงขอให้ท่านทั้งหลายได้รักษาและสร้างเสริมสุขภาพของตนให้สมบูรณ์ ให้มีกำลังกายที่แข็งแรง มีกำลังใจที่เข้มแข็งหนักแน่น และมีสติรู้เท่าทันอยู่เสมอ จักได้สามารถนำพาตนให้ผ่านพ้นสถานการณ์ต่างๆ อันไม่พึงประสงค์ จนบรรลุถึงความสุขความเจริญ และความสำเร็จได้ ดั่งที่ตั้งใจปรารถนา ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จงคุ้มครองรักษาท่านทุกคนให้ปราศจากทุกข์ ปราศจากภัย ให้มีความสุขกาย สุขใจ ตลอดศกหน้านี้ โดยทั่วกัน



พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทาน ส.ค.ส. ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2559 ให้ประชาชนทุกหมู่เหล่า พรพระราชทานว่า "ให้มีกำลังกายที่แข็งแรง มีกำลังใจที่เข้มแข็งหนักแน่น และมีสติรู้เท่าทันอยู่เสมอ"



ด้านบนของ ส.ค.ส.มีขอความว่า "สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๙" พิมพ์ด้วยตัวอักษรสีม่วง มีตราพระมหาภิไชยมงกุฏ และผอบทองประดับ ด้านล่างของภาพมีรูปลิง สัญลักษณ์ปีนักษัตรปีวอกสีฟ้า มีข้อความภาษาไทยพิมพ์ด้วยอักษรสีเขียวว่า "ขอจงมีความสุขความเจริญ" และข้อความภาษาอังกฤษพิมพ์ด้วยตัวอักษรสีเหลืองว่า "Happy New Year" ด้านล่างของ ส.ค.ส.มีแถบสีฟ้ามุมด้านล่างซ้ายมีข้อความ ก.ส.9 ปรุง 311502 ธ.ค.2558 มุมด้านขวามีข้อความว่า "มหาวิทยาลัยปูทะเลย์ มิถิลา ๒๕๕๘" กรอบของ ส.ค.ส.พระราชทานฉบับนี้เป็นภาพใบหน้าคนเล็กๆ เรียงกัน ด้านละ 2 แถว รวม 396 หน้า ทุกใบหน้ามีแต่รอยยิ้ม


Source: truelife.

สาวสุดงง !!! กลับมาบ้านเจอโจรงัดบ้าน จับโจรมือเปล่า พอตำรวจทราบความจริงบางอย่างถึงกับฮากันทั้งโรงพัก

13 ธ.ค. 58 10:00 น.


เมื่อเวลา 12.30 น (11 ธ.ค.) ร.ต.อ ดิษฐ วิทยา สภ. เมืองยโสธร ได้ควบคุมตัว น.ส.เวียงแก้ว อายุ 28 ปี มาสอบสวน หลังจากได้รับแจ้งจากนางจำปา อายุ 44 ปี ว่าถูก น.ส.เวียงแก้วบุกบ้านปล้นทรัพย์สินในช่วงที่ไม่มีใครอยู่

นางจำปา เล่าว่า ตัวเองได้ทำการปลุกปล้ำต่อสู้ กับ น.ส.เวียงแก้ว ภายในบ้าน หลังจากปิดบ้านไปทำธุระภายในเมืองกับสามี กลับมาได้ยินเสียงผิดปกติ ว่ามีใครภายในบ้าน ทั้งๆ ที่บ้านยังปิดล็อคกุญแจภายนอกอย่างแน่นหนา เปิดกุญแจบ้านออกก็ยังมีล็อคภายใน แสดงว่ามีขโมยแน่

ตนจึงงัดบ้านเข้าไปพร้อมกับสามี พบ น.ส. เวียงแก้ว กำลังค้นหาของมีค่าภายในบ้าน ตัวเองจึงได้ต่อสู้กับคนร้าย อาศัยที่ตัวใหญ่แรงเยอะกว่า ก็เลยจับน.ส.เวียงแก้วได้ ค้นในตัว พบมีดบังตอสับหมู 1 เล่ม สร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท 1 เส้น แหวนทอง 2 วง

นางจำปา เผยอีกว่า ดีใจมากที่ได้สร้อยและแหวนของตนเองกลับคืนมา ส่วนที่ตัวเองได้ต่อสู้กับคนร้ายนั้น เพราะไม่ทราบว่าคนร้ายพกมีดบังตอสับหมูมาด้วย พอรู้ว่าอีกฝ่ายมีอาวุธก็ตกใจมาก เพราะเป็นคนต่อสู้กับคนร้ายเอง ส่วนสามียืนคุมเชิงดู สุดท้ายตนก็ล็อคคอคนร้ายได้สำเร็จ ทำเอาตำรวจอดขำไม่ได้

จากการสอบสวนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบ ว่า น.ส.เวียงแก้ว เพิ่งพ้นโทษคดีลักทรัพย์ มาไม่ถึงปี โดยใช้จักรยานยนต์เป็นพาหนะ เที่ยวก่อเหตุลักทร้พย์ในตอนกลางวัน ในเขตอำเภอเมืองจังหวัดยโสธร และ อำเภอคำเขื่อนแก้ว แต่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถจับได้สักที สุดท้ายมาจนมุมที่บ้านหลังนี้เพราะเจ้าทรัพย์ล็อคคอไว้ได้


Source: siamupdate

ยังจำกันได้ไหม !! ลุงเอี่ยม ขอทานใจบุญบริจาคเงินล้านให้วัดไร่ขิง จนกลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก มาดูกันว่าปัจจุบันลุงเอี่ยมมีชีวิตเป็นอย่างไรบ้างแล้ว!!! (มีคลิป)

13 ธ.ค. 58 16:57 น.


กลายเป็นข่าวฮือฮาไปทั่วประเทศ เดือนมีนาคม ปี 2557 มีข่าวสร้างความฮือฮาทั้งในและต่างประเทศ เมื่อชายพิการนามว่า ลุงเอี่ยม ซึ่งอาศัยวัดไร่ขิงเป็นที่หลับนอน ได้ขนเงินสดก้อนโตจำนวน 2 ล้านบาท ซื้อดอกบัวถวายหลวงพ่อวัดไร่ขิงในงานประจำปี เพื่อนำเงินไปบูรณะซ่อมแซมวัด ถือเป็นเงินจำนวนมากที่สุดตั้งแต่ลุงเอี่ยมบริจาคให้วัดแห่งนี้ พร้อมตั้งเป้าหมายไว้ว่า หากปี 2558 สามารถรวบรวมเงินบริจาคได้ถึง 3 ล้านบาท จะถวายให้วัดทั้งหมด




Source: siamupdate

หัวใจแม่สลาย!!! เมื่อแม่ต้องนอนกอดศพหอมแก้มลูกชาย ที่จากไปแบบไม่มีวันกลับ ด้วยเหตุผลเพียงเท่านี้!!!

25 พ.ย.58 05:55 น.


กลายเป็นเรื่องสุดรันทดใจของผู้ที่ได้พบเห็น เมื่อมีการเผยแพร่ภาพแม่ซึ่งนอนกอดศพลูกชายร้องไห้ โดยเมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 24 พ.ย. 58 พ.ต.ท.เนรมิตร นนสะเกตุ พนักงานสอบสวนชำนาญการพิเศษ สภ.เมืองหนองคาย รับแจ้งเหตุมีคนผูกคอตายและเสียชีวิต ที่ฟ้าใสสัตวแพทย์ ตั้งอยู่เลขที่ 796/9 หมู่ 2 ต.ในเมือง อ.เมืองหนองคาย จึงพร้อมด้วย นพ.เขตไท สายปิ่น แพทย์เวรโรงพยาบาลหนองคายและหน่วยกู้ภัยประจักษ์ รุดไปสอบสวนที่เกิดเหตุ พบเป็นทาวน์เฮ้าส์ 2 ชั้น โดยที่ชั้น 2 มีร่างของ นายสิทธินันท์ มากสุวรรณ อายุ 19 ปี อยู่บ้านเลขที่ 78 หมู่ 4 ต.หนองกอมเกาะ อ.เมืองหนองคาย ลูกชายเจ้าของร้าน สวมกางเกงนอนขาสั้นสีลายฟ้าขาว ไม่สวมเสื้อ นอนอยู่ที่พื้นบ้าน โดยมีนางภัสสร มากสุวรรณ ผู้เป็นแม่นั่งกอดศพหอมแก้ม  ใบหน้าลูกชายด้วยความอาลัยอาวรณ์และร้องไห้ตลอดเวลาปริ่มว่าจะขาดใจตาย ซึ่งแพทย์ลงความเห็นว่าเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 2 ชม.

นางภัสสร  มากสุวรรณ ผู้เป็นแม่กล่าวด้วยน้ำตาที่นองหน้า ว่า ตอนเช้าวันนี้ตนและสามีออกไปทำงานตามปกติ โดยลูกชายตนยังนอนอยู่บนชั้น 2 และวันนี้ลูกชายตนบอกว่าจะไปสอบทำใบขับขี่รถยนต์แต่ไม่เห็นตนจึงกลับมาที่ร้านเพื่อปลุกลูกชาย เมื่อขึ้นไปบนห้องนอนก็ไม่เห็นอยู่ในห้องนอน จึงเดินไปที่ระเบียงหลังบ้านก็พบว่าลูกชายตนใช้เชือกจูงสุนัขสีฟ้าผูกคอตัวเองกับคานหลังคากันสาดระเบียงชั้น 2 ตนจึงแจ้งสามีและรีบนำเชือกที่รัดคอลูกชายออก แต่ไม่ทันการณ์ ลูกชายได้เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้แล้ว

จากการสอบสวนแฟนสาวของผู้ตาย บอกว่า ตนทำงานเป็นพนักงานขายเครื่องสำอางในห้างแห่งหนึ่งของจังหวัดหนองคาย  และต้องเลิกงานดึก ทำให้นายสิทธินันท์ มักจะระแวงว่าตนจะกลับไปหาแฟนเก่า มักชวนทะเลาะและบอกว่าน้อยใจที่ตนไม่ค่อยมีเวลาให้  ก่อนเหตุเกิด เวลาประมาณ 02.00 น. วันเดียวกัน นายสิทธินันท์ได้ส่งข้อความทางไลน์มาหาตนในทำนองตัดพ้อและประชดว่าจะตายซึ่งตนก็ไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น จึงมอบศพให้ครอบครัวและญาติพี่น้องนำศพไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีต่อไป

Source: http://cliphotkhaohit.com/news-details.php?item=7804

ชาวบ้านเดือด!!! หลังจากที่ได้เห็นรูปกลุ่มบิ๊กไบค์จอดกันกลางสี่แยกทางหลัก โดยอ้างว่าหลงทางเลยต้องจอดรอกันแบบนี้!!!

22 พ.ย.58 14:52 น.



กลายเป็นเรื่องที่คนออกมาวิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง เมื่อ เพจเพื่อพังงา น่าอยู่ ได้มีการแชร์รูปรถบิ๊กไบค์เกือบ 20 คัน จอดอยู่กลางเส้นทางบริเวณเเยกไฟแดงทับปุด โดยไม่มีเจ้าของรถยืนอยู่ พร้อมถามถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร โดยระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 พ.ย.58 เวลาประมาณ 13.00 น. ทำให้มีผู้แชร์ภาพดังกล่าวเป็นจำนวนมาก พร้อมต่อว่า ว่าที่ดังกล่าวไม่เหมาะกับการจอด เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุ พร้อมวิจารณ์ว่าไม่เคารพกฎระเบียบสังคม เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี

หลังจากนั้นผู้ใช้เฟซบุ๊กซึ่งอ้างว่าหนึ่งในผู้ที่ขับขี่กลุ่มจักรยานยนต์ดังกล่าวได้เข้ามาชี้เเจงและขอโทษโดยระบุว่า...


"เรื่องนี้ ต้องขอโทษด้วยครับผม ขอโทษคนพื้นที่ ณ สถานที่นั้นด้วยครับ ผมเป็นคนนำทางเอง ซึ่งมาถึงจุดนั้น ไม่แน่ใจหลงทาง เลยจอดกะทันหัน น้องๆที่ตามมา จึงหยุดด้านหลังตามติดครับ ผมจอดลงไปแล้ว ไปถามร้านค้าข้าง และรอพวกที่เหลือ ซึ่งเวลาไม่นานนัก ยังพูดคุยกับพี่ชาวบ้านแถวนั้น ยังต้อนรับผมด้วยดี ผมไม่ได้อ่านคอมเม้นทั้งหมดนะครับ แต่พอทราบว่าคงโดนต่อว่า ขอโทษแทนน้องๆทุกคันครับ และขอบคุณผู้ส่งรูปถ่าย ที่ช่วยกันส่งเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีครับ ขอบคุณครับ" (ผมกลุ่มมาจากกรุงเทพครับที่ทำผิดครับ)

Source:  http://cliphotkhaohit.com/news-details.php?item=7779

ปลื้มปิติทั่วประเทศ!!! ย้อนอดีตภาพที่องค์พระเทพ เรียกตัวบัณฑิตที่ทำใบปริญญาตกพื้นมารับใหม่ พร้อมพูดว่า "มารับใหม่นะลูก" !!!

21 พ.ย.58 10:09 น.


พิธีพระราชทานปริญญาบัตรวันอังคารที่ 23 กันยายน 2557 ณ มหาวิทยาลัยทักษิณ สมเด็จพระเทพฯ ทรงยื่นใบปริญญาบัตรแก่บัณฑิต 3 คนสุดท้าย ใบปริญญาบัตรที่จะทรงมอบนั้นตกลงพื้น บัณฑิตก้มลงเก็บใบปริญญาบัตรที่ตกลงบนพื้น แล้วเดินถวายความเคารพออกไป แต่สมเด็จพระเทพฯ ทรงเรียกและกวักพระหัตถ์ เรียกบัณฑิตให้กลับมา องค์รักษวิ่งไปเรียกบัณฑิตให้กลับมาก่อนลง­จากเวที บัณฑิตนำปริญญายื่นให้พระเทพ ฯ พระองค์มอบใบปริญญาบัตรอีกครั้งให้กับบัณฑ­ิต พร้อมกับยิ้มให้ วินาทีนั้นหลายๆ คนน้ำตาไหลออกมา เป็นพระกรุณาอันสูงสุด แก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยทักษิณ ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน


           ย้อนข่าวดังที่ทำให้คนในประเทศปลาบปลื้มใจกันไปทั่ว เมื่อหลังจากชาวสังคมออนไลน์ต่างแชร์คลิปที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี กวักพระหัตถ์เรียกบัณฑิตในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ม.ทักษิณ จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2557 ให้มารับพระราชทานปริญญาบัตรอีกครั้ง หลังจากปริญญาบัตรร่วงตกพื้น สร้างความปลื้มปีติอย่างหาที่สุดมิได้นั้น

             ล่าสุดวันที่ 25 กันยายน 2557 เว็บไซต์มติชนออนไลน์ รายงานว่าพบตัวบัณฑิตที่ปรากฏในคลิปวิดีโอแล้ว ทราบชื่อคือ นายอภิสิทธิ์ จันทรัตน์ หรืออูฐ อายุ 35 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์บัณฑิต สาขาการปกครองท้องถิ่น ซึ่งได้รับทุนจาก อบต.ท่าหิน ในการศึกษาระดับปริญญาตรี ขณะนี้ดำรงตำแหน่งสมาชิก อบต. ท่าหิน อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา


พิธีพระราชทานปริญญาบัตรวันอังคารที่ 23 กันยายน 2557 ณ มหาวิทยาลัยทักษิณ สมเด็จพระเทพฯ ทรงยื่นใบปริญญาบัตรแก่บัณฑิต 3 คนสุดท้าย ใบปริญญาบัตรที่จะทรงมอบนั้นตกลงพื้น บัณฑิตก้มลงเก็บใบปริญญาบัตรที่ตกลงบนพื้น แล้วเดินถวายความเคารพออกไป แต่สมเด็จพระเทพฯ ทรงเรียกและกวักพระหัตถ์ เรียกบัณฑิตให้กลับมา องค์รักษวิ่งไปเรียกบัณฑิตให้กลับมาก่อนลง­จากเวที บัณฑิตนำปริญญายื่นให้พระเทพ ฯ พระองค์มอบใบปริญญาบัตรอีกครั้งให้กับบัณฑ­ิต พร้อมกับยิ้มให้ วินาทีนั้นหลายๆ คนน้ำตาไหลออกมา เป็นพระกรุณาอันสูงสุด แก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยทักษิณ ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน


หลังจากชาวสังคมออนไลน์ต่างแชร์คลิปที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี กวักพระหัตถ์เรียกบัณฑิตในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ม.ทักษิณ จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2557 ให้มารับพระราชทานปริญญาบัตรอีกครั้ง หลังจากปริญญาบัตรร่วงตกพื้น สร้างความปลื้มปีติอย่างหาที่สุดมิได้นั้น

         ล่าสุดวันที่ 25 กันยายน 2557 เว็บไซต์มติชนออนไลน์ รายงานว่าพบตัวบัณฑิตที่ปรากฏในคลิปวิดีโอแล้ว ทราบชื่อคือ นายอภิสิทธิ์ จันทรัตน์ หรืออูฐ อายุ 35 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์บัณฑิต สาขาการปกครองท้องถิ่น ซึ่งได้รับทุนจาก อบต.ท่าหิน ในการศึกษาระดับปริญญาตรี ขณะนี้ดำรงตำแหน่งสมาชิก อบต. ท่าหิน อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา

Source: http://www.cliphotkhaohit.com/news-details.php?item=7763

คุณพระ!! ชายใดครองใจลูกสาวเขาได้ เอาไปเลย 6,300,000,000 บาท โดยไม่มีข้อแม้!!

20 พ.ย. 58 15:11 น.



คนรวยทำอะไรก็คงไม่ ผิด หลายคนอาจจะเคยได้ยินข่าวการใช้เงินแสนสุรุ่ยสุร่ายของเศรษฐีชื่อดังทั่วโลก ว่าพวกเขาสามารถจ่ายเงินเท่าไรก็ได้เพื่อแลกกับสิ่งที่เขาต้องการ
Cecil Chao ก็เช่นกัน เขาเป็นมหาเศรษฐีชาวฮ่องกงที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์จนรวยล้นฟ้า และสามารถใช้เงินไปกับสิ่งที่เขาต้องการได้อย่างง่ายดาย ชนิดที่คนปกติอย่างเราๆต้องคิดว่าสติของเขาไม่สมประกอบแน่ๆ 

ซึ่งหนึ่งเรื่องที่ เป็นที่ฮือฮาเป็นอย่างมากก็คือ การทำทุกวิถีทางเพื่อเปลี่ยนลูกสาวที่เป็นเลสเบี้ยนให้กลับมาแต่งงานเพื่อ สืบเชื้อสายวงศ์ตระกูลของเขาได้

โดยในปี 2012  Cecil Chao เคยเสนอเงินรางวัล US$60 ล้าน ให้กับผู้ชายคนใดก็ตามที่สามารถเปลี่ยนลูกสาวของเขาที่เป็นเลสเบี้ยนให้กลับ มาชอบผู้ชายได้

ต่อมาในปี 2014 เขาได้เพิ่มเงินรางวัลให้กับชายผู้นั้นเป็น US$120 ล้าน เพื่อหวังตอบแทนให้แก่ผู้ชายที่จะมาทำให้ลูกสาวของเธอเปลี่ยนเพศได้จริงๆ

และปัจจุบัน เงินรางวัลเพิ่มสูงขึ้นไปเป็น US$180 ล้าน สำหรับใครก็ตามที่สามารถทำตามสิ่งที่เขาต้องการได้..

เขา ไม่เคยรู้สึกเสียดายกับเงินที่จะต้องเสียไปเช่นนี้เลย ถ้าสามารถแลกมากับสิ่งที่เขาต้องการได้ ผู้ชายคนไหนคิดว่าตัวเองแน่จริง ต้องลองเสี่ยงดูแล้วละค่ะ..

Source: http://www.siamupdate.com/news-178781

จับแม่ผัวโหด จ้างฆ่าสะใภ้ แจ้งตายหนีคดี ศาลสั่งประหาร

18 พ.ย. 58  09:09 น.

          แม่ผัวโหด - นางจุรี จันทร์งาม ก่อเหตุจ้างฆ่าลูกสะใภ้ท้อง 3 เดือน ที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อปี" 50 แล้วแจ้งตายเพื่อหนีคำสั่งศาลอุทธรณ์ตัดสินประหาร มอบตัวกับตร.กองปราบฯ หลังศาลฎีกาลดโทษเหลือคุกตลอดชีวิต เมื่อ 17 พ.ย.

แม่ผัวโหดแจ้งตาย หนี คำพิพากษาศาล เข้ามอบตัวแล้วหลังถูกกดดันหนัก ตร.เผยลูกสาวมาแจ้งศาลว่าแม่ตายระหว่างประกันตัวในชั้นฎีกา คดีจ้างวานฆ่า แต่ฝ่ายโจทก์ไม่เชื่อ ร้องตร.ตรวจสอบ ก่อนพบยังมีชีวิตอยู่ และออกล่าตัวจนตัดสินใจมอบตัว เตรียมขยายผลเอาผิดคนออกใบมรณบัตรปลอม


เมื่อ เวลา 11.30 น. วันที่ 17 พ.ย. ที่กองปราบปราม พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก. พล.ต.ต.อัคราเดช พิมลศรี ผบก.ป. แถลงการเข้ามอบตัวของนางจุรี จันทร์งาม อายุ 72 ปี อยู่ หมู่2 ต.นา กระตาม อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสงขลา ที่ สช.75/2558 ลงวันที่ 24 มี.ค. 2558 ข้อหาจ้างวานฆ่าผู้อื่น และความผิดตามพ.ร.บ.อาวุธปืน โดยศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ใช้อุบายแจ้งต่อศาลว่าเสียชีวิตเพื่อหลบหนีคดี และติดต่อขอเข้ามอบตัว


พล.ต.ต. อัคราเดชกล่าวว่า เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2550 มีคนร้ายใช้อาวุธปืนบุกยิงน.ส.ริ้วแพร โชติการ อายุ 26 ปี เภสัชกรโรงพยาบาลควนเนียง ซึ่งขณะนั้นผู้ตายกำลังตั้งครรภ์ได้ 3 เดือนเสียชีวิต เหตุเกิดภายในคลินิกเวชกรรมในพื้นที่ อ.ควนเนียง จ.สงขลา นอกจากนี้ยังทำให้นายอดิศร์ ประทีปทัศน์ พนักงานจัดยาเสียชีวิตไปด้วยอีก 1 ราย ต่อมาตำรวจภูธร จ.สงขลา สามารถจับกุมนายนรินทร์ จันทร์ฉาย อายุ 36 ปี และนายจำนง คงสุวรรณ อายุ 40 ปี มือปืนได้ ทั้งสองซัดทอดนางจุรีเป็น ผู้จ้างวานเป็นเงิน 500,000 บาท


พล.ต.ต.อัคราเดชกล่าวต่อว่า เนื่องจากนางจุรีไม่ต้องการให้ผู้ตายมาแต่งงานกับนายวิกรม จันทร์งาม อายุ 36 ปี บุตรชายคนเดียวของตระกูล ซึ่งขณะนั้นกำลังเตรียมจัดงานแต่งงานกับผู้ตายในวันที่ 29 ธ.ค. 2550 เนื่องจากเห็นว่าฐานะทางบ้านของฝ่ายหญิงไม่คู่ควรกับบุตรชายของตนเองที่มี ฐานะระดับเป็นเศรษฐีของเมืองหาดใหญ่ มีหน้ามีตาในพื้นที่ ถึงกับเอ่ยปากว่าหากไม่ล้มเลิกงานแต่งงานก็คงได้จัดงานศพแทน จนกระทั่งเกิดเหตุดังกล่าวขึ้น


พล.ต.ต.อัคราเดชกล่าวอีกว่า หลังจับกุมนางจุรีดำเนินคดี ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษประหารชีวิต จนถึงชั้นศาลอุทธรณ์ก็พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น นางจุรีได้วางหลักทรัพย์มูลค่า 5 ล้านบาท เพื่อขอประกันตัว และคดีอยู่ในชั้นฎีกา กระทั่งเมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2557 น.ส.รัศมี จันทร์งาม บุตรสาวของนางจุรีได้ ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดสงขลา เพื่อขอจำหน่ายคดี และขอคืนหลักทรัพย์ที่ใช้ประกันตัวมารดา โดยอ้างว่านางจุรีได้ถึงแก่ความตาย


พล.ต.ต. อัคราเดชกล่าวอีกว่า ต่อมานางฤดีมาศ สิงห์มณี อายุ 55 ปี มารดาของน.ส.ริ้วแพรเข้าร้องเรียนที่กองปราบฯ เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง เนื่องจากเชื่อว่านางจุรียังไม่เสียชีวิต จากการสืบสวนก็น่าเชื่อว่านางจุรีน่าจะยังไม่เสียชีวิต


พล.ต.ต. อัคราเดชกล่าวต่อว่า จากการสอบสวนทราบข้อเท็จจริงว่าไม่เคยมีการจัดงานศพนางจุรี และก็ไม่มีพยานรายใดพบเห็นศพนางจุรี สาเหตุที่มีการออกใบมรณบัตรนั้น ทางฝ่ายปกครองอ้างเหตุผลว่ามีใบรับรองการตายจากผู้ใหญ่บ้าน จึงต้องทำไปตามระเบียบของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย


ผบก.ป.กล่าว ต่อว่า หลังจากนั้นศาลฎีกาจังหวัดสงขลา ได้มีคำสั่งไต่สวนการตายของนางจุรี จนทราบเป็นที่แน่ชัดแล้วว่านางจุรียังไม่ได้ถึงแก่ความตายตามที่กล่าวอ้าง โดยเชื่อว่านางจุรีมีพฤติกรรมจงใจหลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษา และอ่านคำพิพากษาลับหลัง ว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง แต่นายวิกรมบุตรชายของจำเลยให้การเป็นประโยชน์จึงเป็นเหตุบรรเทาโทษให้แก่ จำเลย โดยคงลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ส่วนนายนรินทร์จำเลยอีกราย ศาลพิพากษาให้ประหารชีวิต


พล.ต.ต.อัคราเดชกล่าวว่า หลังจากถูกเจ้าหน้าที่กดดันอย่างหนัก ในที่สุดทางญาติของนางจุรีก็ได้ประสานมาว่านางจุรีรู้สึกสำนึกผิด พร้อมกับขอเข้ามอบตัวดังกล่าว แต่นางจุรียังคงให้การปฏิเสธในคดีจ้างวานฆ่า โดยระบุว่าเป็นฝ่ายถูกใส่ร้าย


รายงานข่าวแจ้งว่า พนักงานสอบสวน กก.6 บก.ป. เตรียมเชิญตัวนายสมพจน์ นวลพงษ์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 ต.นากระตาม อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร ซึ่งเป็นผู้รับรองการเสียชีวิตของนางจุรี และนายอาคม ตรงอิทธิกุล หรือ "โกคิ้ม" หัวหน้ามูลนิธิชุมพรการกุศลสงเคราะห์ ซึ่งเป็นผู้นำหนังสือรับรองการเสียชีวิตของนางจุรีไปยื่นให้ที่วัดมาสอบสวน ด้วย

Soorce: http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1447813412

รักแท้ไร้พรมแดน!!! จากสาวที่เคยเดินทางผิด ต้องติดคุกทั้งที่ตั้งครรภ์ แต่ชีวิตกลับเปลี่ยนไปเมื่อได้เจอกับผู้ชายคนนี้!!!

14 พ.ย. 2558  07:43 น.


กลายเป็นข่าวฮือฮาไปทั่วประเทศ เมื่อเฟสบุ๊ค : กุลฑลี เอี่ยมบำรุง ได้ออกมาเปิดเผยเรื่องราวชีวิตของตัวเอง ที่กว่าจะเดินทางมาถึงวันนี้ ต้องผ่านเรื่องราวร้ายๆ มามากมาย จนทำให้ได้รู้ว่า รักแท้สำคัญมากขนาดไหนแบบนี้

“โบเรียนเรียนจบแค่ ม.2 ค่ะ พ่อแม่แยกทางกัน เป็นเด็กเกเรมาก ชอบโดดเรียน มั่วสุม ปาร์ตี้ เลือกเดินทางผิดอยากรวยเร็วไปค้ายากับแฟน จนสุดท้ายได้ใช้คำนำหน้าว่า นญ. นักโทษหญิง ถูกจับค่ะ ต้องติดคุกนานถึง3ปี ในคดีจำหน่ายยาบ้า ทั้งยังต้องเป็นคุณแม่ตั้งครรภ์คลอดลูกในคุก ช่วงนั้นเป็นชีวิตที่ผิดพลาดมาก ทั้งเสียใจทั้งไม่อยากไปโทษใคร โทษตัวเองทำให้พ่อแม่ผิดหวังไม่พอ ยังต้องทำให้ลูกที่อยู่ในท้องต้องมาลำบากด้วยคือชีวิตของโบนะ มันแบบสุดๆเลยอะ แต่ทำผิดตอนนั้นมันอาจจะหน้ามืด พอโดนจับมาใช้ชีวิตในคุก เราก็นึกย้อนไป ความสำนึกของการอยากเป็นคนใหม่อยากเป็นคนดีกับเขา ชีวิตเราทำเลวมาเยอะแล้ว บอกกับตัวเองว่าเราต้องปรับปรุงตัวใหม่ ต้องไม่กลับไปหลงผิดแบบเดิม”


ฟังแล้วหลายคนคงสะอึก กับชีวิตของผู้หญิงคนนี้ ใครละจะไปเชื่อว่าคนที่ทำกรรมอะไรไม่ดีมาเยอะ แต่กว่าจะพ้นกรรมนั้นมาได้ชีวิตโคตรยาก ต้องพิสูจน์ชีวิตที่หินมากเรียกได้ว่าพอออกมาจากคุกก็ต้องใช้กรรมต่อ ทำมาค้าขายธุรกิจอะไรก็ไม่รุ่ง เจ้งไม่เป็นท่า จอดแบบไม่ต้องแจวกันเลยทีเดียว

“หลังพ้นจากโทษกลับใจ ก็มาสู้ชีวิตใหม่อีกครั้ง ทั้งเป็นลูกจ้างขายของรายวันวันละ250 ยืนขายทั้งวันไม่มีเก้าอี้ให้นั่ง ขายข้าวกล่องริมถนนช่วงเช้า เด็กชงเหล้าตอนกลางคืน สู้หมดค่ะเพื่อเงิน แต่ชีวิตก็ไม่ได้ดีขึ้น โบรู้เลยว่า ชีวิตเรากำลังถูกทดสอบ เราต้องผ่านมันไปให้ได้ เลยลองเก็บเงินลงทุนเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวเรือได้ ก็ออกจากงานมาขายก๋วยเตี๋ยว สรุปขาดทุนเจ้งไม่เป็นท่า จอดแบบไม่ต้องแจวเหมือนที่เขาว่า ต้องปิดกิจการไปคือไปทำงานอะไรก็ไม่รุ่ง แต่โบก็เชื่อเรื่องการทำดี ช่วยเหลือทำบุญถึงแม้มันจะยังไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น แต่เราก็คิดว่าถือเป็นการชดใช้กรรมในเรื่องที่เราทำไม่ดีมาในอดีต”


กว่าจะฝ่าฝันเจอมรสุมชีวิต ต้องเลี้ยงลูกผัวก็เลิกรากันไป “ลำบากมากคะชีวิตนั่งรถเมล์ ต่อด้วยวินมอเตอร์ไซค์ ขึ้นสองแถวไปทำงาน ยิ่งหน้าฝนลำบากมาก ยืนรอรถเมล์เป็นชั่วโมงตัวเปียกรองเท้าเปื่อยหมด ติดหนี้อาบัง ติดหนี้เงินกู้นอกระบบ  ทนกินข้าวแกง10บาท นอนห้องเช่าเดือนละพัน แม้แต่ผ่อนรถมอเตอร์ไซค์ยังโดนยึดจนต้องติดแบล็คลิส รู้เลยว่าชีวิตจากนี้ไปมันไม่ได้ง่าย ยิ่งคนมาดูถูกตราหน้าว่าผู้หญิงขี้คุกด้วย โอกาสทางสังคมมันคือศูนย์ แต่โบ ก็เดินหน้าต่อทำดีไป เป็นแม่ที่ดีของลูกต่อไปด้วยอาชีพสุจริต ถึงมันจะจนกัดก้อนเกลือกิน แต่ก็จะไม่ไปทำร้ายใครอีก”

ชีวิตที่ดำมืดมองไม่เห็นทาง อาการร่อแร่หนี้สินพะรุงพะรังกำลังจะดิ่งลงเหวแต่เหมือนสวรรค์เริ่มเห็นใจ ให้ชีวิตใหม่ เหมือนหนูตกถังข้าวสารกลายเป็นนางซินเดอเรลล่า เหมือนในละครหลังข่าว เมื่อ โบ ได้มาเจอหนุ่มนักธุรกิจชาวไนจีเรียขอแต่งงาน ให้ทุนก้อนใหญ่มาลงทำธุรกิจ เค้าสอน แนะนำจนเติบโตแบบเร็วมากแถมได้รับการตอบรับดีเกินคาด


“เราเจอกันที่ bts ค่ะ เค้ามาขอเบอร์ แต่เราพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย ต้องใช้เพื่อนสนิทเป็นล่ามให้ตลอด ทะเลาะกันบ่อยมากคะ เพราะความไม่เข้าใจทางภาษา วัฒนธรรม แต่ก็ผ่านมาได้ด้วยดีคะ ดูใจกันมา3ปีจนได้แต่งงานกันคะ เค้าเซอร์ไพรซ์ขอแต่งงานตอนวันเกิด ชุบชีวิตใหม่เลยคะ เหมือนตายแล้วเกิดใหม่เป็นนางซินเดอเรลล่า งานแต่งแบบในฝันสุดอลังการ เจ้าของคอนเซ็ปขันหมากกาโว บนรถสองแถวคู่แรกของไทยเมื่อปลายปีที่แล้ว 7 ธ.ค 57 ที่โด่งดังใน Youlike เป็นข่าวดังสินสอดเงินล้านอลังการมาก ตอนนั้น โบได้ไปออกรายการรักเอย อีกไม่กี่วัน โบ กำลังจะจัดงานฉลองครบรอบแต่งงานครบรอบ1ปีคะ ในวันที่ 4ธ.ค58 ที่จะถึงนี้”


จากผู้หญิงที่ชีวิตมีแต่ความมืด พอได้สามีเศรษฐี ชีวิตของโบ กลับสว่างขึ้นมามีชีวิตใหม่ จนใครๆต้องพากันอิจฉาไม่มากก็น้อย “ได้ทุนจากสามี แปลงโฉมศัลยกรรมหลักล้าน ตั้งแต่ศรีษะจรดปรายเท้า ทำทั้งตัวเลยคะ เค้าบอกถ้าเป็นความสุขของเราก็ทำไป แต่ก่อนไม่สวยคะ ทั้งอ้วน ทั้งดำ หน้าเป็นฝ้า ขี้เหล่มาก ผู้ชายทิ้งประจำ เดี๋ยวนี้มั่นใจขึ้นเยอะ happy มากคะ ไปไหน ทั้งชายไทย ชายต่างประเทศมองตาม ชีวิตสมบูรณ์คะ”


ติดตามเรื่องราวของ มาดามโบวี่เจ้าของแบรนด์มาดามโบวี่เนเชอรัลสปา และเจ้าของ มาดามโบวี่สปาเพื่อผิวขาวอันดับ1ของจังหวัดสมุทรปราการ จากคนที่สังคมรังเกียจสู่ เซเล็บคนดังของจังหวัดสมุทรปราการ มีแฟนคลับติดตามมากมาย และชื่นชมในแง่การต่อสู้ชีวิต ขยัน และมีน้ำใจชอบช่วยเหลือคนอื่นเสมอ ได้ที่ เฟสบุ๊ค : กุลฑลี เอี่ยมบำรุง 

Source: http://cliphotkhaohit.com/news-details.php?item=7655

น้องฟ้า นางงามตามหาพ่อ เจอตัวแล้วหลังพลัดพราก 15 ปี

8 พ.ย. 58 07.55 น.


จากกรณีที่ น.ส.เกศรินทร์ ไชยโชค หรือ น้องฟ้า อายุ 20 ปี รองอันดับ 3 มิสอันเซ็นเซอร์ นิวส์ ไทยแลนด์ พร้อมด้วยนายสมชาย เล็กน้อย ผู้อำนวยการกองประกวดมิสอันเซ็นเซอร์ นิวส์ ไทยแลนด์ ได้เข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด

เพื่อให้ช่วยตามหานายประมูล ไชยโชค อายุ 48 ปี ผู้เป็นบิดา ซึ่งไม่พบกันมานานกว่า 15 ปี เนื่องจากพ่อได้เลิกรากับแม่ตั้งแต่น้องฟ้าอายุ 5 ขวบ โดยได้ทราบจากญาติว่า พ่อได้ใช้ชีวิตเป็นคนเร่ร่อน ตระเวนปั่นจักรยานหาเก็บของเก่าขาย และขอทานตามตลาดนัดต่างๆ ทั่วภาคอีสาน

โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด ได้เบาะแสว่า พ่อของน้องฟ้าน่าจะอยู่ที่จังหวัดมหาสารคาม จึงส่งภาพไปให้เปรียบเทียบ ต่อมาเมื่อเวลา 15.00 น. วานนี้ (7 พ.ย.) ได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บรบือ ว่า ได้พบชายที่มีลักษณะคล้ายกับบิดาของน้องฟ้า กำลังนั่งกินก๋วยเตี๋ยวอยู่ใกล้กับร้านทองแห่งหนึ่งในตัวอำเภอบรบือ จ.มหาสารคาม

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เข้าไปพูดคุย พร้อมกับนำรูปไปเปรียบเทียบ และได้เชิญตัวมาที่ สภ.บรบือ จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ถ่ายภาพ และส่งให้กับน้องฟ้าได้ดู หลังจากที่ดูภาพแล้วน้องฟ้ายืนยันว่าเป็นพ่อของตนเองจริง ๆ จากนั้น น้องฟ้าจึงได้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลพ่อไว้ก่อน ไม่ให้ไปไหน และออกเดินทางจากกรุงเทพฯ มาที่ สภ.บรบือทันที โดยน้องฟ้าพร้อมด้วยทีมงาน ได้เดินทางมาถึงที่ สภ.บรบือ เวลา 21.30 น.

น้องฟ้า เล่าถึงสาเหตุที่ต้องแยกจากพ่อเนื่องจาก พ่อและแม่แยกทางกันตั้งแต่ตนอายุได้ 5 ขวบ โดยตนต้องไปอาศัยอยู่กับแม่ที่จังหวัดระยอง จนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ส่วนพ่อนั้นก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย

ต่อมาก็เรียนต่อ ปวช. ได้ไปอยู่กับป้าที่บางแค ต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ชีวิตลำบากมาก และต้องพักการเรียนไป จนได้มาลองประกวดมิสอันเซ็นเซอร์ นิวส์ ไทยแลนด์ จนได้ตำแหน่งรองอันดับ 3 พ่วงด้วยตำแหน่งนางงามผิวสวยสุขภาพดี และนางงามสู้ชีวิต

ซึ่งตอนนี้ชีวิตเริ่มจะดีขึ้นมีการติดต่องานเข้ามา คาดว่าจะมีรายได้พอลืมตาอ้าปากเลี้ยงตนเองได้ พอได้ทราบข่าวจากญาติว่าพ่อกลายเป็นคนเร่ร่อน เป็นขอทาน จึงอยากออกตามหาพ่อ เพราะเมื่อตนลืมตาอ้าปากได้ ก็อยากจะเลี้ยงบุพการีผู้ให้กำเนิด จึงได้ปรึกษาทางกองประกวด

นายสมชาย หรือ พี่เดซี่จึงให้ลองประกาศตามหาผ่านทางเฟซบุ๊ก ซึ่งมีผู้หวังดีส่งรูปพร้อมข้อมูลมาให้มากมาย จนได้ข้อมูลที่แน่ชัดว่ามีคนเคยเห็นพ่อเป็นคนเร่ร่อนขอทานที่ จ.ร้อยเอ็ด จึงเดินทางมาที่ร้อยเอ็ดแต่มาแล้วหาไม่เจอจึงลองแจ้งตำรวจให้ช่วยค้นหาก่อนเดินทางกลับกรุงเทพ และในที่สุดก็มาเจอพ่อที่ อ.บรบือ จ.มหาสารคาม

เบื้องต้นพ่อของน้องฟ้ามีอาการติดสุรา บางครั้งถามตอบไม่ค่อยรู้เรื่อง จากนี้ไปก็จะพาพ่อไปรักษาตัว เลิกเหล้า และจะพาพ่อไปอยู่ที่กรุงเทพฯ ทั้งนี้ น้องฟ้าได้ฝากขอบคุณทุกๆ คน ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ พ่อค้าแม่ค้าตลาดบรบือ ที่คอยแจ้งเบาะแส รวมถึงพลังโซเชี่ยลที่ช่วยกันแชร์ข้อมูล ทำให้ตนได้เจอพ่อในวันนี้

นายประมูล ไชยโชค พ่อน้องฟ้า เล่าว่า หลังจากที่เลิกรากับแม่ของน้องฟ้า ก็ตกงาน จึงใช้ชีวิตเป็นคนเร่ร่อนขอทานและเก็บของเก่าขายเป็นรายได้ประทังชีวิต ตนเองคิดว่าไม่มีความสามารถพอที่จะเลี้ยงน้องฟ้า จึงขอเดินทางคนเดียวไม่อยากเอาน้องฟ้ามาลำบากด้วย ตนปั่นจักรยานไปเรื่อยๆ ค่ำไหนนอนนั่นมาเกือบ 15 ปี ที่ผ่านมาไม่รู้ว่าลูกสาวตามหา พ่อได้เจอลูกสาวก็รู้สึกดีใจมาก ไม่คิดว่าชาตินี้จะได้เจอลูกอีก

Source: http://news.sanook.com/1895526/

ครูตชด.เผยแม่ตานีเข้าฝัน ให้หวยรางวัลที่ 1 ได้เงิน 30 ล้าน

2 ต.ค. 58 22.13 น.
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (2 ต.ค.) ด.ต.สกล วังคีรี อายุ 45 ปี ทำงานเป็นครูที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนสหธนาคารกรุงเทพบ้านเวียคะดี้ ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี เปิดเผยว่า หลังจากถูกรางวัลที่ 1 หมายเลข 594825 งวดวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา จำนวน 5 คู่ ตนได้เดินทางไปที่ สภ.สังขละบุรี เพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานแล้ว

ด.ต.สกล เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ฝันว่าแม่ตานี ต้นกล้วยที่ปลูกเอาไว้หน้าบ้านมาเข้าฝัน ให้ไปซื้อลอตเตอรี่ โดยให้ไปซื้อเลขท้าย 3 ตัว หมายเลข 825 จึงซื้อไว้ 5 คู่ เป็นเงิน 400 บาท เมื่อรู้ว่าถูกรางวัลก็ดีใจมาก ปรึกษากับครอบครัวและเดินทางไปลงบันทึกประจำวัน และติดต่อธนาคารเพื่อเดินทางไปรับด้วยกัน

สำหรับเงินรางวัลที่ได้รับ ด.ต.สกล กล่าวว่า จะนำมารักษานายโบ้ สุกแก้ว อายุ 75 ปี พ่อตา ที่มีอาการตาบอดและสุขภาพไม่แข็งแรง และนางสมพร สุกแก้ว อายุ 73 ปี แม่ยายที่สุขภาพไม่แข็งแรงเช่นกัน ก่อนจะเดินสายไปทำบุญตามวัด สถานสงเคราะห์ต่างๆ และปรับปรุงที่อยู่ใหม่ อีกส่วนหนึ่งไว้ให้บุตรสาวเพื่อเป็นทุนการศึกษา และช่วยเหลือญาติพี่น้อง

ที่สำคัญคือต้องใช้หนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจ ธนาคารและที่ยืมเพื่อนบ้านมา หลังเครียดมานาน ไม่เคยคิดว่ามีโชควาสนาถึงขนาดนี้ ทั้งครอบครัวดีใจมาก ทุกคนร้องไห้และร่วมกันก้มกราบพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่พวกเราเคารพบูชาอย่างสูง

ทั้งนี้ ด.ต.สกล จบนักเรียนพลตำรวจสุโขทัย และมาประจำการที่ ร.ร.ตำรวจตระเวนชายแดนสหธนาคารกรุงเทพ บ้านเวียคะดี้ 20 ปี โดยทำงานโครงการสนองโครงการพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาโดยตลอด


Source:http://news.sanook.com/1875730/

รวบ “อาจารย์อึ่ง“ 1 ใน 2 จอมขมังเวทย์แก๊งขโมยหัวศพ

23 ก.ย. 58 16.56 น.
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


จากกรณีการจับกุมตัว น.ส.บังอร อายุ 27 ปี ซึ่งเป็นลูกศิษย์ อยู่ในแก๊งขโมยกะโหลกศพผีตายโหง โดยวานนี้ (22 ก.ย.) เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจค้นบ้าน 2 หลัง ซึ่งเป็นของ อาจารย์อึ่ง หรือ นายณรงค์ อายุ 35 ปี และ อาจารย์อ๋อง อายุ 35 ปี ที่มีการเปิดเป็นสำนักหมอผีจอมขมังเวทย์ รับทำไสยศาสตร์ มนต์ดำ แต่ทั้งคู่ไหวตัวทันและสามารถหลบหนีไปได้

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (23 ก.ย.) เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสอบสวนทราบว่า นายณรงค์ หรือ อาจารย์อึ่ง หลบหนีไปอยู่บ้านภรรยา ใน อ.นาด้วง จ.เลย จึงขอศาลอนุมัติหมายจับ และประสานไปยัง สภ.นาด้วง ให้เข้าตรวจสอบ

เมื่อไปถึงพบว่านายณรงค์ซ่อนตัวอยู่ในบ้านพักของภรรยาจริง จึงนำตัวมาสอบสวนที่ สภ.นาด้วง พร้อมประสานมายัง สส.ภ.จว.อุดรธานี และ สภ.น้ำโสม ให้มารับตัวอาจารย์อึ่งมาสอบสวนขยายผล

ด้าน นายอาทิตย์ หรือ อาจารย์อ๋อง พบว่ามีการโพสต์ว่าจะขอเข้ามอบตัวในเฟซบุ๊กของสำนักที่เปิดไว้ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อ โดยจะเร่งตามตัวมาดำเนินคดีต่อไป

Source: http://news.sanook.com/1870619/